“อุ๊ย พวกชาวสยามช่างมีผิวเหลืองอะไรเช่นนี้นะ เธอ”
“คงจะเป็นพยาธิกระมัง”
“แต่เธอดูซิ ผิวสีเหลือง เหลืองไปหมด พระองค์ทรงมีสนมนับพันคน และต้องเลี้ยงดูพระโอรสหนึ่งร้อยองค์”
บทสนทนาที่ถูกบันทึกไว้ในนิตยสาร Blanco y Negro ของสเปน ในวันที่ฝูงชนชาวมาดริดออกมารอชมขบวนเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. 2440
แม้อาจฟังดูเสียดสีและหยาบคายในสายตาคนยุคนี้ แต่หากมองผ่านบริบทสังคมปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เสียงซุบซิบเหล่านั้นก็สะท้อนถึงมุมมองของชาวยุโรปที่มีต่อผู้คนจากเอเชีย ซึ่งยังเป็นดินแดนห่างไกลที่คนส่วนใหญ่รู้จักผ่านข่าวลือ เรื่องเล่า และจินตนาการ มากกว่าประสบการณ์จริง
เมื่อสเปนทำข่าว ‘สยาม’
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2440 โดยมีพระราชประสงค์สำคัญทั้งในด้านการทูต การศึกษาระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม พ.ศ.2440 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสเปน ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 (King Alfonso XIII) รัชกาลที่ 5 ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีสถานะสูงสุดของสยามแด่พระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 และพระนางมาเรีย กริสตินา และทางรัฐบาลสเปนได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งพระเจ้าการ์โลสที่ 3 แก่รัชกาลที่ 5 ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ แม้สเปนจะไม่ได้เป็นชาติมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์หรือประเด็นขัดแย้งโดยตรงกับสยามเหมือนอังกฤษหรือฝรั่งเศส แต่การเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้ ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสเปนไม่น้อย หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับต่างตีพิมพ์พระราชประวัติ พร้อมทั้งแนะนำสยามให้ผู้อ่านชาวสเปนได้รู้จักในนาม “ประเทศแห่งช้างเผือก” บางฉบับเปรียบเปรยเมืองบางกอกว่าเป็น "เวนิสแห่งตะวันออก" หรือ “เวนิสแห่งอินเดีย” โดยบรรยายภาพการสัญจรทางเรือตามลำคลองและวิถีชีวิตบ้านเรือนริมน้ำ
นิตยสาร Revista Moderna เขียนถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า
“บุคคลสำคัญประจำสัปดาห์สุดท้ายในกรุงมาดริด คือ พระเจ้าแผ่นดินสยาม กษัตริย์ที่น่าชื่นชมที่สุดพระองค์หนึ่ง ถึงแม้จะทรงเป็นชนผิวเหลือง แต่ฝูงชนก็ชื่นชมพระศิริโฉมด้วยความพึงพอใจอย่างมาก...กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ที่ 1 ทรงมีพระศิริโฉมงามไม่น้อยเลย...”
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดของชาวยุโรปในยุคอาณานิคมที่แบ่งผู้คนตามสีผิว แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการเสด็จเยือนครั้งนี้สร้างความประทับใจและความสนใจให้แก่วงสังคมสเปนเป็นอย่างมาก
ภาพ “พระเจ้าแผ่นดินสยามและเจ้าชายรัชทายาท” ตีพิมพ์ในนิตยสาร Revista Moderna ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 1897
ที่มา: สถาพร ทิพยศักดิ์. (2560). สยามและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสื่อสิ่งพิมพ์สเปน. น. 88.
สเปนและสยามเริ่มมีการติดต่อกันในสมัยอยุธยา ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 22
“ถึงแม้พวกนักบวชจะเป็นชาวต่างชาติ ทว่าผู้คนต่างศาสนามีอัธยาศัยอันดีและอ่อนโยนต่อพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด...ภิกษุซึ่งบูชารูปเคารพต้อนรับพวกเขาภายในกุฏิด้วยมิตรไมตรี พาพวกเขาไปชมอุโบสถและวิหาร ซึ่งยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงามมาก...”
ข้อความข้างต้นปรากฏในบันทึก “เรื่องราวของหมู่เกาะฟิลิปปินส์และอาณาจักรต่างๆ ในจีนแผ่นดินใหญ่ ดาร์ตาร์ โคชินจีน มะลากา สยาม กัมพูชา และญี่ปุ่น” จากบันทึกของบาทหลวงชาวสเปน มาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira) ซึ่งรวบรวมขึ้นจากเรื่องเล่าและประสบการณ์ของนักบวชคณะฟรานซิสกัน ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสยาม ราวช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บันทึกฉบับนี้ช่วยฉายให้เห็นภาพบรรยากาศ พิธีกรรม ตลอดจนอุปนิสัยใจคอของชาวสยามในยุคนั้น
ในยุคเดียวกันนี้ ฆวน เตโย เด อากิร์ เร (Juan Tello de Aguirre) ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทูตด้านการค้าเดินทางมาจากมะนิลา หมู่เกาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิสเปนในขณะนั้นภายใต้การปกครองของกษัตริย์เฟลิปเปที่ 3 ในช่วงเวลานั้น สยามและสเปนได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับหนึ่งใน พ.ศ.2141 (Tratado de 1598) ซึ่งเปิดทางให้ชาวสเปนมีสิทธิพำนัก ติดต่อค้าขาย และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในกรุงศรีอยุธยาได้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าชาวสเปนในฟิลิปปินส์จะติดต่อค้าขายกับสยามมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นมากนักเมื่อเทียบกับชาติตะวันตกอื่นอย่างดัตช์หรือฝรั่งเศส และหลังจาก พ.ศ. 2199 เป็นต้นมา ทั้งสองอาณาจักรก็แทบไม่ได้มีการติดต่อทางการระหว่างกันอีกเลย
กระทั่งในรัชสมัยของกษัตริย์เฟลิปเปที่ 5 ชาวสเปนในหมู่เกาะฟิลิปปินส์พยายามหาทางติดต่อทางการค้ากับสยามซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ มีการเดินเรือจากมะนิลามายังสยามเมื่อ พ.ศ.2261 และคณะทูตชาวสเปนได้รับพระราชทานวโรกาสให้เข้าเฝ้า จนนำไปสู่การร่างข้อตกลงทางการทูตเพื่อฟื้นฟูสัมพันธไมตรี ตลอดจนการขอจัดตั้งสถานีการค้าขึ้นในกรุงศรีอยุธยา ทว่าหลังจากคณะทูตเดินทางกลับไปยังหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นระหว่างชาวสเปนในกรุงมะนิลา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้ข้อตกลงที่เคยร่างไว้ในสัญญาข้างต้นมิได้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
ภาพ “ทัศนียภาพกรุงศรีอยุธยา” (VEUË DE SIAM)
โดยอองรี อาบราฮัม ชาเตอแรง (Henri Abraham Châtelain) ค.ศ. 1719
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Veue-de-siam-by-henri-abraham-chatelain-1719.jpg
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2414 ทั้งสองราชอาณาจักรก็ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตยุคใหม่อย่างเป็นทางการ ผ่านการลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพ การค้า และการเดินเรือ”
การทำสนธิสัญญาฉบับนี้เกิดขึ้นในชวงที่มหาอำนาจตะวันตกกำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชีย สยามจึงต้องดำเนินนโยบายเปิดประเทศและเจรจากับชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเอกราชของตนไว้ท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิจักรวรรดินิยม
บริบทเช่นนี้เองที่เป็นฉากหลังสำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ของสยามในฐานะรัฐอารยะที่มีระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ และพร้อมจะปฏิสัมพันธ์กับนานาอารยประเทศในฐานะรัฐเอกราช
ภาพ “พระเจ้าแผ่นดินสยามและบรรดาเจ้าชาย” ตีพิมพ์ในนิตยสาร Blanco y Negro ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 1897
ที่มา: สถาพร ทิพยศักดิ์. (2560). สยามและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสื่อสิ่งพิมพ์สเปน. น. 75.
ภาพ “รูปเงาด้านข้างของพระเจ้าแผ่นดินสยาม” ตีพิมพ์ในนิตยสาร Revista Moderna ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 1897
ที่มา: สถาพร ทิพยศักดิ์. (2560). สยามและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสื่อสิ่งพิมพ์สเปน. น.39.
หลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสเปนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสเปนยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย กระทั่งใน พ.ศ. 2468 รัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกสนธิสัญญามิตรภาพ การค้า และการเดินเรือฉบับเดิมที่เคยทำไว้ ก่อนที่สายสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศจะต้องหยุดชะงักลงไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
อย่างไรก็ดี บริบทการเมืองโลกหลังสิ้นสุดสงคราม ได้นำพาให้ไทยและสเปนกลับมามีจุดร่วมทางยุทธศาสตร์กันอีกครั้ง ในช่วงเวลานั้น สเปนภายใต้การปกครองของจอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก ยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกอย่างเต็มที่ ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญคำถามด้านความชอบธรรมทางการเมือง หลังเหตุการณ์รัฐประหารของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2490
เทพ บุญตานนท์ และเพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ ระบุไว้ในบทความ “จากคาบสมุทรไอบีเรียถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา: ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสเปนในช่วงต้นสงครามเย็น (พ.ศ.2490-2500)” ว่า ท่ามกลางบรรยากาศยุคสงครามเย็น ทั้งสองประเทศต่างเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบขบวนแห่ หรือ ‘การโอนอ่อนตามมหาอำนาจ’ (Bandwagoning) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการทูตที่รัฐขนาดกลางและขนาดเล็กเลือกจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจที่มีอิทธิพลเหนือกว่า แทนการต่อต้านหรือถ่วงดุล เพื่อรักษาความมั่นคงและความอยู่รอดของรัฐ โดยในที่นี้คือสหรัฐอเมริกา
แม้ในอดีตแนวทางทางการทูตของทั้งสองประเทศจะมิได้มีความเกี่ยวข้องกันมากนัก แต่สภาวะโลกที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนนี้เอง ที่กลายเป็นสะพานเชื่อมให้ไทยและสเปนหันหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสายสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม
ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นำไปสู่การจัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตสเปนขึ้น ณ กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2493 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนผลักดันให้สเปนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายสเปนมอบทุนการศึกษาให้แก่ข้าราชการไทยไปศึกษาต่อที่สเปน โดยเฉพาะด้านกฎหมายและทหารเรือ และในเวลาต่อมา ได้มีการจัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมาดริด เมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งการสถาปนาสถานเอกอัครราชทูตไทยในสเปนนี้ ทำให้อัครราชทูตไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมในรัฐพิธีสำคัญต่างๆ ของสเปนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
ความสำคัญของสเปนในมิติการต่างประเทศของไทย สะท้อนชัดผ่านการเดินทางเยือนสเปนอย่างเป็นทางการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในพ.ศ. 2498 ซึ่งแม้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องยกเลิกกำหนดการเยือนหลายเมืองในยุโรป เนื่องจากต้องลดระยะเวลาเดินทางจาก 3 เดือนเหลือเพียง 2 เดือน แต่กลับยังคงปักหมุดการเยือนสเปนไว้ตามเดิม
ในการเยือนครั้งนั้น รัฐบาลสเปนได้เตรียมการต้อนรับจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นอย่างดี โดยกระทรวงการต่างประเทศสเปนได้จัดทำสรุปข้อมูลของนายกรัฐมนตรีไทยและครอบครัวไว้อย่างละเอียด และระบุประเด็นสำคัญว่า จอมพล ป. เป็นผู้นำที่มีอุดมการณ์ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างแข็งกร้าว นอกจากนี้ การเดินทางมาเยือนสเปนยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก
ต่อมาในช่วงปลาย พ.ศ. 2503 สายสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศได้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสเปนอย่างเป็นทางการ ในฐานะหมุดหมายสุดท้ายของการเสด็จพระราชดำเนินประพาสสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสเปนอย่างมาก หนังสือพิมพ์ อาเบเซ หรือ เอบีซี (ABC) ฉบับกรุงมาดริด ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “เพื่อนประจำชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 โดยกล่าวถึงทั้งสองพระองค์ว่า
“...กษัตริย์ภูมิพลและพระราชินีสิริกิติ์ ผู้ทรงพระสิริโฉม ทรงเป็นอาคันตุกะของกรุงมาดริด... ทั้งสองพระองค์ทรงนำมาซึ่งความยินดีปรีดาของผู้คนบนท้องถนน และตลอดทั้งวันทรงแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความรักใคร่และเป็นมิตรต่อทั้งสองพระองค์ตลอดเวลา เรากล่าวได้ว่า ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นทูตซึ่งแสนวิเศษในต่างประเทศ”
ภาพ ข่าวเกี่ยวกับการเสด็จเยือนสเปนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
“ประเทศไทยกับกษัตริย์ พระราชินีสิริกิต์และกษัตริย์ภูมิพลทรงปกครองประเทศด้วยความรักที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกคน”
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Sábado Gráfico ฉบับวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 1960
ขณะเดียวกัน พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตอบฟรานซิสโก ฟรังโก บาฮามอนเด ประมุขแห่งรัฐสเปน ณ พระราชวังตะวันออก สะท้อนให้เห็นว่า การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายเพื่อกระชับและยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสเปนที่ดำเนินสืบมา ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
“...พระอัยกาของข้าพเจ้า กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ เสด็จประพาสสเปนเมื่อ ค.ศ.1897 เป็นครั้งแรกที่กษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนประเทศของฯ ฯพณฯ การเดินทางมาครั้งนี้ปลุกเร้าความสนใจของประชาชนทั้งสองประเทศ และทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
...หากเราทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมาอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า ประชาชนของเราทั้งสองประเทศมีความสนใจซึ่งกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน...ข้าพเจ้าคงจะต้องบอกว่า อุดมคติและสิ่งที่คาดหวังของทั้งสองฝ่ายตรงกัน ประชาชนของท่านและของข้าพเจ้ารักเสรีภาพและเอกราช และตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ประชาชนทั้งสองประเทศต่างเสียสละชีวิตตนเองเพื่อเสรีภาพนี้...”
ภาพ “ประมุขของประเทศและภริยารับเสด็จกษัตริย์และพระราชินีของไทยที่บาราฆาส”
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Sábado Gráfico ฉบับวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 1960
หากการเสด็จประพาสยุโรป ของรัชกาลที่ 5 คือการแนะนำให้ชาติตะวันตกรู้จักสยามในฐานะรัฐเอกราชที่กำลังก้าวสู่ความทันสมัย ท่ามกลางกระแสล่าอาณานิคมที่กำลังคุกคามดินแดนรอบข้าง การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปของรัชกาลที่ 9 ก็คือการดำเนินยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงของชาติในลักษณะเดียวกัน ต่างเพียงบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนจากยุคจักรวรรดินิยมมาสู่ยุคสงครามเย็น ซึ่งโลกถูกแบ่งเป็นสองขั้ว และไทยต้องรับบทบาท ‘รัฐกันชน’ ที่เผชิญแรงกดดันจากลัทธิคอมมิวนิสต์รอบด้าน การแสดงจุดยืนเคียงข้างโลกเสรีผ่านการทูตระดับพระราชไมตรี จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความอยู่รอดของประเทศ
อ้างอิง:
ไกรฤกษ์ นานา. (2565). กุศโลบาย ร. 9 เสด็จฯ เยือนประเทศในโลกตะวันตก ให้ไทยเป็น “กันชน” ยุคสงครามเย็น. https://www.silpa-mag.com/history/article_23939
จันทร์ฉาย ภัคอธิคม, ผู้แปล. (2532). กรุงศรีอยุธยาในเอกสารหลักฐานสเปน. สมาคมประวัติศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
Call No. [TAIC] 44877 https://library.car.chula.ac.th/record=b1028686
เทพ บุญตานนท์ และเพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ. (2568). การเดินทางเยือนสเปนของจอมพล ป.พิบูลสงครามกับการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสเปนในยุคต้นสงครามเย็น. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 12(2), 1-35. https://doi.org/10.64731/histtu.v12i2.280921
เทพ บุญตานนท์ และเพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ. (2568). จากคาบสมุทรไอบีเรียถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา: ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสเปนในช่วงต้นสงครามเย็น (พ.ศ.2490-2500). Journal of Arts and Thai Studies, 47(3), 1-17. https://doi.org/10.69598/artssu.2025.4837.
สถาพร ทิพยศักดิ์. (2563). ข่าวการเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสเปนในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ฉบับสมบูรณ์). ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://doi.org/10.58837/CHULA.BOOK.2020.4
สถาพร ทิพยศักดิ์. (2560). สยามและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสื่อสิ่งพิมพ์สเปน. ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://doi.org/10.58837/CHULA.BOOK.2017.8
สมจัย อนุมานราชธน. (2493). การทูตของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา. โรงพิมพ์ไทยเขษม.
Call No. [RA] 959.33 ส16ก c.2 https://library.car.chula.ac.th/record=b1275874
.
ดูรายการเอกสารสารสนเทศเพิ่มเติม เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทย และสเปน ได้ที่ Reference document