สำรวจ“เสียง” ของลุ่มน้ำโขง เมื่อ 130 ปีที่ผ่านมา ผ่านบันทึกการเดินทางของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ จาก Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam (พ.ศ. 2438)

Share :
สำรวจ“เสียง” ของลุ่มน้ำโขง เมื่อ 130 ปีที่ผ่านมา ผ่านบันทึกการเดินทางของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ  จาก Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam (พ.ศ. 2438)

            ห้องหนังสือหายากชวนสำรวจ เสียงที่ปรากฏอยู่ในบันทึกการเดินทางจากสยามสู่หลวงพระบาง จาก Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam (ปีพิมพ์พ.ศ. 2438) ของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ ผ่านแนวคิด้านภูมิทัศน์เสียง (Soundscape) โดยพิจารณาเสียงต่างๆ ที่สมิธบันทึกไว้ระหว่างการสำรวจแม่น้ำโขงตอนบนในช่วงปี พ.ศ. 2435-2436 ว่าสามารถสะท้อนบริบททางสังคม วัฒนธรรม และระบบนิเวศของภูมิภาคนี้เมื่อกว่า 130 ปีก่อนได้อย่างไร

 Notes of a journey on the upper Mekong ของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth)

            Notes of a journey on the upper Mekong ของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth) เป็นบันทึกการเดินทางสำรวจภูมิประเทศแถบภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของสยามในช่วงปี พ.ศ. 2435 ครอบคลุมพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เพื่อตรวจสอบแหล่งทรัพยากรแร่รัตนชาติ โดยเฉพาะทับทิมและพลอยชนิดต่างๆ ที่พบมากทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เส้นทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ผ่านชัยนาท อุตรดิตถ์ พิษณุโลก น่าน ขึ้นไปถึงเชียงราย ก่อนข้ามแม่น้ำโขงไปยังหลวงพระบาง แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านหนองคายและโคราช

            เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth) เป็นนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษที่เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาเมื่อพ.ศ. 2434 มีหน้าที่ดูแลกิจการเหมืองแร่และการสำรวจทางธรณีวิทยา และต่อมาเมื่อพ.ศ. 2438 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา

 

            เนื้อหาหลักในบันทึกเล่มนี้เป็นข้อมูลสภาพภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ความเชื่อ และประเพณีวัฒนธรรม นอกจากบันทึกด้วยตัวอักษรแล้ว สมิธยังวาดภาพประกอบแทรกไว้ในแต่ละบท ทั้งภาพทิวทัศน์ แผนที่เมืองหลวงพระบาง วัดเชียงของ ยานพาหนะ เรือ ข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องดนตรี และผลลัพธ์จากการสำรวจครั้งนี้พบว่ามี "ไพลิน (Sapphires)" อยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองเชียงของ ในชั้นกรวดที่ระดับความลึกราว 12-20 ฟุต แต่ไพลินส่วนใหญ่มีสีซีดหรือขุ่น และมีสัดส่วนพลอยคุณภาพดีน้อยกว่าที่พบในกัมพูชา ที่สำคัญคือ "ไม่พบทับทิมเลย" ส่วนรายงานการพบทับทิมก่อนหน้านั้น สมิธระบุว่าเป็นเรื่องลวงโลกที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซื้อพลอยพม่ามาแอบอ้าง แม้พื้นที่ที่เดินทางผ่านจะอุดมด้วยแร่ธาตุหลากชนิด แต่ความยากลำบากในการคมนาคมและค่าขนส่งที่สูงลิ่ว ทำให้แร่ส่วนใหญ่ ยกเว้นทองคำและอัญมณี ยังไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนทำเหมืองในเวลานั้น

            แต่สิ่งที่บันทึกในเล่มนี้ไม่ได้บอกเล่าเพียงภูมิประเทศ วัฒนธรรม และแร่ธาตุเท่านั้น หากแต่ในตัวอักษรที่สมิธจดไว้ ยังมีอีกมิติหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือ "เสียง" ที่ได้ยินระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะมาจากผู้คน สรรพสัตว์ หรือแม้แต่ความเงียบเอง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านจินตนาการถึงบรรยากาศของสถานที่ และยังสะท้อนถึงบริบทและอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ เมื่อ 130 ปีก่อนได้อีกด้วย 

 

 

 รายงานของนายสมิธเป็นรายงานที่อ่านแล้วทำให้มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน นายสมิธได้แสดงให้เห็นว่า

เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักธรณีวิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นนักสังเกตการณ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติและขนบธรรมเนียมของมนุษย์หลากหลายรูปแบบ

           จากข้อความที่มีการอภิปรายเรื่องรายงานแม่น้ำโขงของนายสมิธ ในที่ประชุมราชภูมิศาสตร์สมาคม

(Royal Geographical Society)

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2437

 

            เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ ถือเป็นนักเดินทางที่เก็บรายละเอียดระหว่างการเดินทางได้อย่างละเอียดลออ นอกจากสายตาที่ช่างสังเกต ซึ่งสะท้อนผ่านทั้งบันทึกเรื่องราวและภาพวาด สมิธยังมี "หู" ที่ช่างฟังไม่แพ้กัน เสียงต่างๆ ที่เขาได้ยินถูกสอดแทรกอยู่ในเนื้อหาทุกพื้นที่ที่เดินทางผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเสียงธรรมชาติ ผืนป่า และสรรพสัตว์ เสียงบทสนทนาของผู้คนพื้นถิ่น เสียงสวดมนต์ ไปจนถึงเสียงที่เขากล่าวชื่นชมเป็นพิเศษในความไพเราะแปลกใหม่ที่หูของชาวตะวันตกอย่างเขาไม่คุ้นเคยมาก่อน อย่างเสียง "แคน"

            แนวคิดการใช้ "เสียง" ได้ขยายขอบเขตการศึกษาไปในหลากหลายองค์ความรู้ ทั้งด้านระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม การศึกษาเมืองและผังเมือง ไปจนถึงมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา และดนตรีวิทยา รวมถึงการใช้เสียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์การฟัง (Auditory History) โดยนักประวัติศาสตร์อย่าง Mark M. Smith (2001) ชี้ให้เห็นในงาน Listening to Nineteenth-Century America ว่าการฟังเป็นกระบวนการรับรู้และสร้างความหมายทางสังคม บันทึกจากเสียงที่ได้ยินจึงไม่ได้บอกเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังบอกด้วยว่าผู้คนในอดีต "รู้สึก" และ "ให้ความหมาย" ต่อสิ่งรอบตัวอย่างไร แนวคิดนี้สอดคล้องกับเรื่อง "พยานผู้ได้ยินเหตุการณ์" (Earwitness) ของ R. Murray Schafer (1977) ผู้ริเริ่มทฤษฎีนิเวศวิทยาของเสียง (Acoustic Ecology) ที่เสนอว่าบันทึกการเดินทางของนักเดินทางในอดีตทำหน้าที่เป็น Earwitness ที่สามารถฟื้นคืนภูมิทัศน์เสียง (Soundscape) ในยุคก่อนอุตสาหกรรมที่สูญหายไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และยังชี้ว่าภูมิทัศน์เสียงสามารถบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และลักษณะของพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

 

            "ภูมิทัศน์เสียง" หรือ Soundscape เป็นคำที่ R. Murray Schafer ได้นิยามไว้ว่าคือ "สภาพแวดล้อมทางเสียง" หรือส่วนใดๆ ของสภาพแวดล้อมทางเสียงที่ถูกพิจารณาให้เป็นขอบเขตสำหรับการศึกษา ที่น่าสนใจคือ Schafer นิยามคำนี้ไว้กว้างกว่าที่คนทั่วไปมักเข้าใจ เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงจากสถานที่จริงเท่านั้น แม้แต่บทประพันธ์ดนตรีหรืองานตัดต่อเสียงก็นับเป็น soundscape ได้ หากพิจารณาในฐานะสภาพแวดล้อมหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ภูมิทัศน์เสียงต่างจากภูมิทัศน์ทางสายตาคือ การประกอบขึ้นจาก "เหตุการณ์ที่ได้ยิน" (events heard) ไม่ใช่วัตถุที่มองเห็น การบันทึกจึงทำได้ยากกว่าการถ่ายภาพ เพราะเสียงไม่มีภาพนิ่งให้จับไว้ ต้องอาศัยกราฟและสัญลักษณ์ดนตรีช่วยอธิบายแทน ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันช่วย "เปิดหู" และกระตุ้นให้ผู้อ่านมองเห็นภาพผ่านเสียงได้ (clairaudience)

            แต่การศึกษาภูมิทัศน์เสียงในอดีตเสียเปรียบกว่าภูมิทัศน์ทางสายตามาก Schafer ให้ความเห็นว่า เรามีภาพถ่าย ภาพวาด แผนที่เก่าที่แสดงว่าภูมิทัศน์ทางสายตาเปลี่ยนไปอย่างไรตามยุคสมัย แต่สำหรับ เสียง ทำได้แค่ "อนุมาน" การเปลี่ยนแปลง เรารู้แน่ชัดว่าตึกใหม่ขึ้นกี่หลังในทศวรรษหนึ่ง หรือประชากรเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ไม่รู้ว่าระดับเสียงพื้นหลังเพิ่มขึ้นกี่เดซิเบลในช่วงเวลาเดียวกัน เสียงบางอย่างอาจเปลี่ยนไปหรือสูญหายไปโดยที่แม้แต่นักประวัติศาสตร์ที่ละเอียดที่สุดก็ไม่ทันสังเกต

            ดังนั้นการศึกษาภูมิทัศน์เสียงปัจจุบันใช้เทคนิคการบันทึกและวิเคราะห์สมัยใหม่ได้ แต่สำหรับการสร้างมุมมองทางประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องหันไปพึ่ง "บันทึกจากพยานผู้ได้ยินเหตุการณ์" (earwitness accounts) จากวรรณกรรมและนิทานปรัมปรา รวมถึงบันทึกทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์

สำหรับการจำแนกรูปแบบของภูมิทัศน์เสียง Schafer ได้จำแนกไว้ 3 ประเภท คือ

1.เสียงพื้นหลังหลัก (Keynote sounds) คือเสียงที่พื้นที่หนึ่งๆ ได้ยินอย่างต่อเนื่องหรือบ่อยครั้งมากพอจนกลายเป็นฉากหลัง ตัวอย่างเช่น เสียงทะเลสำหรับชุมชนชาวเรือ เสียงเครื่องยนต์สันดาปภายในสำหรับเมืองยุคใหม่ หรือเสียงแมลงหรือสัตว์ในป่า เป็นต้น เสียงพื้นหลังหลักมักไม่ถูกรับรู้อย่างจงใจ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวปรับสภาพการรับรู้ต่อสัญญาณเสียงอื่นๆ จึงมักถูกเปรียบเทียบกับ "พื้น" (ground) ในการจัดกลุ่มแบบรูป-พื้น (figure-ground) ของการรับรู้ทางสายตา

2.เสียงสัญญาณ (Sound Signals) เสียงที่มีความตั้งใจจะสื่อสารและต้องการให้ผู้คนฟังอย่างตั้งใจ เช่น เสียงกระดิ่ง เสียงระฆัง เสียงสัญญาณเตือน

3.เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ (Soundmark) มีที่มาจากคำว่า landmark (จุดสังเกตหรือสถานที่สำคัญ) โดยใช้เรียกเสียงของชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะตัว หรือมีคุณสมบัติที่ทำให้ผู้คนในชุมชนนั้นให้ความสำคัญหรือสังเกตเห็นเป็นพิเศษ

            เสียงจึงสะท้อนความเป็นอยู่และบริบทของยุคสมัยได้ไม่น้อยไปกว่าตัวอักษร และเสียงที่สมิธได้ยินและจดบันทึกไว้ก็นับเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่แถบแม่น้ำโขงตอนบนเมื่อกว่า 130 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี


"ปูด-ปูด" (poot, poot) "ปี๊บ-ปี๊บ" (peep, peep)”

1. เสียงพื้นหลังหลัก (Keynote sound) เมื่อผืนป่าขับร้อง และกระแสน้ำอันเชี่ยวกราด สะท้อนถึงความสมบูรณ์และความมีชีวิตชีวาของลุ่มน้ำโขงในอดีต

            พื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ยังปกคลุมด้วยผืนป่าดิบและป่าเบญจพรรณเป็นส่วนใหญ่ ชุมชนกระจายตัวเบาบางตามลำน้ำและที่ราบหุบเขา การคมนาคมยังอาศัยเส้นทางเดินเท้าและลำน้ำเป็นหลัก ยังไม่มีการตัดถนนหรือขยายพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอื้อให้เกิดภูมิทัศน์เสียงพื้นหลังหลักจากธรรมชาติที่หนาแน่นตลอดเส้นทางที่นายสมิธเดินทางผ่าน

            ตลอดเส้นทางที่ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร สมิธบันทึกเสียงจากธรรมชาติที่ประกอบกันคล้ายวงออร์เคสตรา ซึ่งเกิดจากทั้งผืนป่าและสรรพสัตว์ ระหว่างการเดินทางจากปากน้ำโพไปเมืองพิชัย ในยามเย็นที่อากาศชื้นแฉะ สมิธบรรยายเสียงแมลงและชีวิตในป่าที่ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง (piping shrilly) ตามกอไผ่ที่ไหวเอน และเมื่อเข้าเขตเมืองน่านและเมืองหิน เขาได้ยินเสียงนกกระปูด (Nok Poot) ร้อง "ปูด-ปูด" ดังมาจากในป่า นกชนิดนี้มักร้องประสานเสียงกันเป็นคอรัส (chorus) และทำหน้าที่บอกเวลาในยามค่ำคืนร่วมกับเสียงไก่ขัน สมิธบรรยายว่านกกระปูดมีตัวสีดำ หางยาวคล้ายนกฟีแซนต์ (pheasant) ปีกสีแดงอ่อน มีหงอนเล็กน้อยและขนหางสีเขียวเข้ม เหนือแนวป่าเขาบันทึกเสียงปีกของนกเงือกกะกัง (Great Pied Hornbill) ขณะบินพาดผ่านป่าว่าเป็นเสียง "วึ่บ" (whirr) ผสมกับเสียงหวีดหวิวคล้ายดาบฟาดผ่านอากาศ และเปรียบเสียงนกตบยุง (Nightjars) ว่าเหมือนเสียง "รัวโลหะ" (tinkle of metal) รวมถึงเสียงนกอื่นๆ เช่น นกเอี้ยงที่ร้องเจื้อยแจ้ว และนกโพระดกที่ร้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

            จากผืนป่าที่อุดมด้วยสรรพสัตว์ เมื่อล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขง สมิธได้สัมผัสบรรยากาศเสียงจากสัตว์น้ำและปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขาพบเห็นชีวิตสัตว์ป่ามากมาย ทั้งเสียงร้องแหบของนกอินทรี และเสียงจระเข้กระโจนลงน้ำเมื่อได้ยินเสียงปืน ส่วนบริเวณน้ำลึกและนิ่งก่อนถึงเวียงจันทน์ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเสียง "คุยกัน" (chattering) ของปลาลิ้นหมา (Pla liu ma) ใต้ท้องเรือ ซึ่งเป็นเสียงคราง (grunt) ที่ดังกังวาน (sonorous) คล้ายเสียง "บึ้มๆ" (booming note)

 

กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากซัดสาดสองฝั่งส่งเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องน้ำ

เหมือนบทเพลงขับกล่อมเรายามค่ำคืนผสานด้วยสรรพเสียงนานาชนิดระงมไปทั่วไพร

 

            ในพื้นที่ทุรกันดาร บรรยากาศเสียงกลับสะท้อนความอันตรายและความป่าเถื่อนของธรรมชาติ อย่างที่แก่งฟ้าผ่า (Camp at the Fa Pa Rapids) สมิธบรรยายบรรยากาศค่ายพักริมหาดทรายที่ถูกกล่อมด้วยเสียงคำรามกึกก้องของแก่งน้ำ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นความอลหม่านอื้ออึง (Pandemonium) ท่ามกลางเสียงน้ำตกนั้น เขาได้ยินเสียงเสือหายใจดัง "ปี๊บ-ปี๊บ" (peep, peep) บางครั้งพร้อมกันถึง 3-4 ตัว และเสียงเห่า (bark) ของกวางป่าที่แทรกมาในความเงียบ

            ข้อสังเกตหนึ่งจากวิธีการบรรยายของสมิธ คือเขามักเปรียบเทียบเสียงธรรมชาติที่ได้ยินกับสิ่งของหรือสถานการณ์ที่คุ้นเคย ทำให้ผู้อ่านจินตนาการตามจนเห็นภาพและได้ยินเสียงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน

 

"พวกเราพบวัวบรรทุกของ 4 ตัว เดินตามทาง เสียงทุ้มของกระดึงมีความไพเราะน่าฟังยิ่งนัก"

2. สัญญาณเสียง (Sound Signals) การรับรู้และการสร้างความหมายทางสังคม

            เมื่อสมิธเดินทางผ่านชุมชนต่างๆ เขาสังเกตเห็นวิถีชีวิตของคนในพื้นถิ่น และพบว่าเสียงที่มาจากวิถีชีวิตเหล่านั้นล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เพื่อการสื่อสาร เช่น เสียงไก่ขันและเสียง "ปูด-ปูด" ของนกกระปูด ทำหน้าที่เป็นสัญญาณบอกเวลาที่แม่นยำในยามค่ำคืน (21.00 น., เที่ยงคืน, 03.00 น. และ 06.00 น.) ซึ่งได้ยินชัดเจนทั้งในป่าและในหมู่บ้าน เมื่อเดินทางถึงหลวงพระบาง เสียงกลองและระฆังที่ดังกังวานจากยอดพระธาตุพูสี ซึ่งพระสงฆ์จะตีบอกเวลาทุกชั่วโมงจนก้องไปทั่วหุบเขา รวมถึงเสียงแตรเดี่ยว (bugles) จากด่านตรวจต่างๆ หรือเสียงกระดิ่งไม้ที่ผูกไว้กับเบ็ดตกปลาเพื่อส่งสัญญาณเมื่อปลาติดเบ็ด และกระดิ่งที่ผูกคอวัวและช้างเพื่อให้คนเลี้ยงรู้ตำแหน่ง ล้วนเป็นสัญญาณเสียงที่ทำหน้าที่ต่างกันไป ไม่เว้นแม้แต่การเป่าแคนเกี้ยวพาราสีของชายหนุ่มที่เดินไปตามท้องถนนยามค่ำคืนในหลวงพระบาง ซึ่งเป็นการสื่อสารทางวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตคนลาว หรือการบรรเลงขลุ่ยนำหน้าขบวนเชิญพระราชสาส์น เพื่อสื่อถึงความสำคัญของเหตุการณ์และเป็นสัญญาณบอกทางแก่ผู้สัญจร

            แม้แต่ระหว่างการเดินทาง ขบวนคาราวานก็ใช้กระดิ่งที่มีระดับเสียงต่างกัน เสียงทุ้มจากตัวนำและเสียงแหลมจากตัวปิดท้าย เพื่อบอกตำแหน่งของฝูงสัตว์ให้คนเลี้ยงทราบแม้ในยามที่ทัศนวิสัยในป่าไม่ชัดเจน คนล่องแพไม้สักจะตะโกนสุดเสียง (shout lustily) เพื่อให้สัญญาณและประสานจังหวะการพายผ่านแก่งน้ำที่อันตราย ส่วนชาวประมงก็ใช้กระดิ่งไม้ผูกปลายเบ็ดริมฝั่งน้ำ เพื่อส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีปลามากินเบ็ด

            สัญญาณเสียงเหล่านี้สะท้อนถึงการรับรู้และการสร้างความหมายทางสังคมของผู้คนในยุคนั้น ซึ่งใช้ "การฟัง" เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่ยังไม่มีเสียงเครื่องยนต์เข้ามารบกวน


"หูชาวตะวันตกอย่างเราต้องใช้เวลาสักพักเลยกว่าจะชินกับช่วงเสียงแปลกๆ นี้"

3. "แคน" (The Lao Reed Organ): หมุดหมายเสียงแห่งอัตลักษณ์และภูมิปัญญา (Soundmark)

                       เสียงแคน (Lao Reed Organ) ถือเป็นเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ (Soundmark) ที่สำคัญที่สุดของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาวในลุ่มน้ำโขงตอนบน สมิธสังเกตว่าในหลวงพระบางเกือบทุกครัวเรือนมีแคนเป็นของตัวเอง และเสียงแคนจะแว่วมาตามท้องถนนในยามค่ำคืนจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง เขาใช้เสียงแคนเป็นตัวแบ่งพรมแดนทางวัฒนธรรม โดยพบว่าเมื่อเดินทางออกจากเขตวัฒนธรรมลาวเข้าสู่เขตเมืองน่านและเชียงใหม่ เสียงแคนจะหายไปอย่างสิ้นเชิง

                      สมิธประทับใจเสียงแคนมากถึงขั้นเขียนแยกไว้เป็นบทหนึ่งต่างหาก ชื่อ "Note on the Kan" อธิบายลักษณะของเครื่องดนตรีชนิดนี้และการเทียบเสียงกับดนตรีสากล เขาไม่ได้มองแคนเป็นเพียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านทั่วไป แต่เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาทางวิทยาศาสตร์และพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน ด้านกลไกเสียงและภูมิปัญญาเชิงวิศวกรรม สมิธบันทึกไว้ว่าแคนทำจากท่อไม้ไผ่คู่ขนานกัน บางครั้งยาวกว่า 6 ฟุต ภายในท่อมี "ลิ้นโลหะ" (metal tongues) ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ หัวใจของกลไกอยู่ที่เสียงจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าผู้เล่นจะใช้นิ้ว "ปิดรูระบายอากาศ" (air escape) บนท่อไม้ไผ่นั้น เขายังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเทคนิคการเป่าที่ผู้เล่นสามารถเป่าลมเข้าและดูดลมออกสลับกันได้ ทำให้เกิดเสียงกังวานต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพักหายใจ ซึ่งเขามองว่าเป็นระบบเชิงกลที่ชาญฉลาดมาก

            ด้านสุนทรียภาพทางดนตรีที่แปลกใหม่สำหรับหูชาวตะวันตก สมิธยกย่องแคนว่ามี "ความหวานของโทนเสียงอย่างน่าอัศจรรย์ (sweetness of tones) " และตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเสียง (intervals) ของแคนมีความถูกต้องตามหลักดนตรีสากลและมีคีย์เสียงที่ชัดเจน โดยระดับเสียงจะขึ้นอยู่กับความยาวของเล่มแคน เช่น แคนห้าศอกอยู่ในคีย์ G ส่วนแคนสี่ศอกอยู่ในคีย์ D เขายังพบว่านักดนตรีพื้นถิ่นนิยมเล่นเพลงในบันไดเสียงไมเนอร์ (minor) ซึ่งให้ความรู้สึกโหยหวนไพเราะไปอีกแบบ จนผู้ฟังชาวตะวันตกต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชินกับความแปลกใหม่นี้

            ในยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงแคนแว่วมาจากทุกทิศทาง สมิธเปรียบความสง่างามของชายหนุ่มที่เดินเป่าแคนเรียงแถวไปตามถนนว่าคล้ายกับ "นักเป่าปี่สก็อต" (Highland piper) ที่น่าสนใจคือเขาใช้เสียงแคนเป็นตัวแบ่ง "ภูมิศาสตร์ของเสียง" โดยบันทึกว่าเมื่อออกจากเขตวัฒนธรรมลาวเข้าสู่เขตเมืองน่านและเชียงใหม่ เสียงแคนจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ที่บรรเลงเป็นวงสามชิ้นแทน ส่วนในสยามตอนล่างหรือกรุงเทพฯ จะพบแคนได้เฉพาะในชุมชนชาวลาวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเท่านั้น

            การบันทึกหมุดหมายเสียงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมิธไม่ได้มองเสียงเป็นเพียงความบันเทิง แต่ใช้เสียงในการ "อ่าน" และ "จำแนก" พรมแดนทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเมื่อร้อยกว่าปีก่อนได้อย่างแม่นยำ

เมื่อตัวอักษรกลายเป็นเสียง

การทดลองอ่าน เสียง จากบันทึกการเดินทาง

            แน่นอนว่าสิ่งที่สมิธได้ยินตลอดเส้นทางคือเสียงพื้นหลังหลักจากธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ เสียงสัญญาณจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แม่นยำ และเสียงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยังไม่ถูกกลืนหาย อีกหนึ่งข้อสังเกตคือ เสียงจากทั้ง 3 หมวดที่ปรากฏในบันทึกเล่มนี้ไม่ได้แยกขาดจากกันในทางปฏิบัติ ซึ่ง Schafer ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า เสียงทั้ง 3 ประเภท สามารถสลับบทบาทกันได้ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่และเวลานั้นๆ  เช่น ค่ำคืนหนึ่งที่หลวงพระบาง เสียงแคนเล่นคลอเป็นพื้นหลังของเมือง จากเดิมที่เสียงแคนเป็น soundmark ก็กลายเป็น keynote sound ได้ รวมไปถึงเสียงนกกระปูดที่ร้องบอกเวลาที่แต่เดิมเป็น keynote ขับกล่อมป่า ก็กลายเป็น sound signals ได้ สมิธในฐานะ "พยานผู้ได้ยินเหตุการณ์" จึงได้บันทึกภูมิทัศน์เสียงที่สมบูรณ์แบบไว้โดยไม่รู้ตัว ผ่านสายตาของนักธรณีวิทยาที่ช่างสังเกต และผ่านหูที่เปิดกว้างพอจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

            หากกลับมายังปัจจุบัน ซึ่งล่วงเลยจากวันที่นายสมิธเดินทางไปยังลุ่มน้ำโขงกว่า 130 ปี โครงสร้างพื้นฐาน ประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสิ่งต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยทางกาลเวลาและสังคม ซึ่งทำให้มีเสียงอื่นๆ เข้ามาแทนที่เสียงพื้นหลังหลักหลายอย่างที่สมิธเคยบันทึกไว้ บันทึกเล่มนี้จึงมีคุณค่าในฐานะหลักฐานทางเสียงชิ้นหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ แม้ไม่มีทางได้ยินเสียงแคนคืนนั้น หรือเสียงเสือหายใจดังที่แก่งฟ้าผ่าด้วยหูของตนเองอีกต่อไป แต่ตัวอักษรของสมิธก็ทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางเสียงแทน ทำให้ผู้อ่านในปัจจุบันสามารถ 'ฟัง' อดีตผ่านกระบวนการอ่านได้อีกทางหนึ่ง  

 

อ่าน Notes of a journey on the upper Mekong, Siam by Herbert Warington Smyth

E-book: https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:87733

บันทึกการเดินทางสู่แม่น้ำโขงตอนบนประเทศสยาม = Notes of a journey on the Upper Mekong, Siam / [เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิธ] ; พรพรรณ ทองตัน, แปลและเรียบเรียง

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://library.car.chula.ac.th/record=b1734774

และบันทึกเล่มอื่นๆ ของ Herbert Warington Smyth

Five years in Siam, from 1891 to 1896

E-book: https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:87732

อ้างอิง

Schafer, R. M. (1994). The soundscape: Our sonic environment and the tuning of the world. Destiny Books. https://monoskop.org/images/d/d4/Schafer_R_Murray_The_Soundscape_Our_Sonic_Environment_and_the_Tuning_of_the_World_1994.pdf

Smith, M. M. (Ed.). (2004). Hearing history: A reader. University of Georgia Press