“นามสกุล” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนหลายคนแทบไม่เคยตั้งคำถามว่าเรามีสิ่งนี้มาตั้งแต่เมื่อไร จุดเริ่มต้นของระบบนามสกุลไทยเกิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของการจัดระเบียบข้อมูลประชากรให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง การมีนามสกุลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องชื่อเรียก แต่เป็นหนึ่งในรากฐานของการบริหารกิจการบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาประเทศ
ย้อนกลับไปในอดีต เมื่อสยามยังเป็นสังคมขนาดเล็ก ผู้คนในแต่ละชุมชนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ระบบการระบุตัวตนจึงเรียบง่าย มักเรียกชื่อตัวและต่อท้ายด้วยชื่อบุพการี หรือเติม “ฉายา” เพื่อบ่งบอกลักษณะเฉพาะบุคคล
ฉายาเหล่านี้มาจากลักษณะเด่นทางกายภาพ เช่น ขาว ดำ ใหญ่ เล็ก หรือจากชื่อถิ่นฐาน เช่น อ่ำบางโพ อ่ำบางระจัน รวมถึงการขยายความด้วยชื่อบิดามารดา เช่น นายอ่ำลูกนายดำ ธรรมเนียมการเรียกชื่อพร้อมบอกวงศ์วานเช่นนี้ไม่ได้มีเฉพาะในสยาม แต่เป็นวัฒนธรรมที่พบได้ในหลายประเทศทางยุโรป
เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดตั้งกิจการไปรษณีย์โทรเลข ทำให้เกิดการติดเลขที่บ้านและจัดทำบัญชีสารบาญ หรือทะเบียนราษฎร์เป็นครั้งแรก เริ่มจากกรุงเทพมหานครเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ในครั้งนั้น ทรงวางหลักเกณฑ์การระบุตัวตน โดยให้ระบุชื่อตัว บุตรใคร สังกัดมูลนายใด และประกอบอาชีพอะไร ดังปรากฏความว่า
“...แล้วจะได้ลงบาญชีสารบาญว่านายนั่นบุตรคนนั้น มีการค้าขายทำมาหากินสิ่งนั้น อย่างนั้น ฤาขึ้นอยู่กับผู้นี้ผู้นั้น อยู่ในบ้านหมายเลขที่เท่านั้น ตรอกถนนตำบลบ้านคลองนั้นๆ แต่ที่พอจะมีประโยชน์ตามสมควรส่วนซึ่งเกี่ยวในตำแหน่งราชการนั้น ก็ควรจัดลงตำแหน่งนามตามหมวดตามกรมไว้...”
ตัวอย่างการระบุตัวตนในบัญชีสารบาญ
กรณีชายไทย: ระบุชื่อตัว บิดา สังกัดมูลนาย ลักษณะที่อยู่อาศัย และอาชีพ
ตัวอย่าง
- นายเล็ก บุตรนายอ่วม ขึ้นเจ้าคุณทหาร เรือนแตะ ทำราชการ
- นายอัศ บุตรนายเหม ขึ้นเจ้าคุณราด เรือนฝาจาก เปนช่างไม้
- นายม่วง บุตรนายเพช ขึ้นเจ้าคุณทหาร บ้านตึก เปนหมอ
กรณีหญิงแต่งงานแล้ว หรือหญิงม่าย: จะใช้คำนำหน้าว่า “อำแดง”
- อำแดงปราง บุตรโตะเกง ขึ้นเจ้าหมื่นเสมอใจราช เรือนเครื่องผูก
- อำแดงแสง บุตรจีนยิน ขึ้นหม่อมจัน ทำขนมขาย โรงแตะ
กรณีชาวต่างชาติ จะมีการระบุเชื้อชาติและสถานะทางกฎหมาย (สิทธิสภาพนอกอาณาเขต) เพิ่มเติม
- จีนปาน บุตรจีน เจียว แซ่จิว ทอผ้าขาย เรือนเครื่องผูก
- บูซา แขก ร่วมธงกงซุลอังกฤษ เช่าโรงแตะ ขุนพัฒเลี้ยง
- บ้าบู้รำยัม แขก ร่วมธงกงซุลอังกฤษ เปนเสมียนห้างแรมซี เช่าตึกอำแดงแสง
ต่อมาเมื่อบ้านเมืองขยายตัวมากขึ้น ทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งรกราก และผู้คนที่ประกอบธุรกิจการค้าเพิ่มจำนวนขึ้น กิจการห้างร้านก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบการระบุตัวตนแบบเดิมเริ่มไม่เพียงพอและอาจก่อให้เกิดความสับสน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี ทรงกล่าวถึงเรื่องชื่อและฉายามาหลายครั้งตั้งแต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือบทความ “ฉายาหรือชื่อแซ่” ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์และเผยแพร่ในวารสารทวีปัญญา ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทรงใช้นามปากกาว่า“สุครีพ”
ในบทความดังกล่าว รัชกาลที่ 6 ทรงอธิบายเหตุผลว่าทำไมฉายาหรือชื่อแซ่จึงมีความสำคัญ ประการหนึ่งคือเพื่อช่วยจำแนกบุคคลให้ถูกต้อง ทรงยกตัวอย่างกรณีที่มีคนชื่อซ้ำกันหลายคน เช่น 4 หรือ 5 คน จะระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นใครก็ลำบาก หากจะเติมฉายาว่า สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือจะเติมชื่อบิดามารดาเข้าไป แต่ละคนก็ใช้วิธีต่างกันจนกลายเป็นความสับสน
จึงทรงเสนอว่าหากมีชื่อสกุล ระบบระบุตัวตนจะชัดเจนขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำทะเบียนประชากร ทรงยกตัวอย่างสถานการณ์คนชื่อซ้ำและแนวทางแก้ไขให้เห็นภาพไว้ ดังข้อความตอนหนึ่งว่า
“ ...อยากทราบว่า ชมใหญ่ เปนลูกหลานใคร ถ้าถามขึ้นเช่นนี้แล้วและมีผู้ตอบว่า บุตรนายแช่ม...แต่ถ้าหากว่าชมใหญ่คิดไล่วงษ์ของตนขึ้นไปได้ถึงขุนนางกรุงเก่าผู้หนึ่ง (ต่างว่าชื่อพระยาราม) ชมใหญ่คงต้องการให้คนอื่นทราบว่าตนเปน “แซ่ราม” ก็เมื่อเปนการเช่นนี้แล้ว ก็แลเห็นได้ว่าถ้ามีชื่อแซ่อยุ่แล้ว ที่ไหนเลยชมใหญ่จะต้องเสียเวลาชี้แจงไล่ปู่ย่าตายายขึ้นไปจนถึงพระยาราม พอขึ้นชื่อว่า “ชมราม” เท่านั้น คนอื่นๆ ก็พอจะเข้าใจได้แล้วว่าผู้นั้นๆ ชื่อชมเปนแซ่ราม ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เปนการแสดงประโยชน์ของฉายาหรือชื่อแซ่อันพึงจะมีแต่บุคคล ยังในส่วนราชการนั้นจะมีประโยชน์เปนอันมาก ไม่ต้องกล่าวให้ยืดยาว นึกถึงแต่ในส่วนสำมโนครัวเท่านั้นก็พอจะแลเห็นประโยชน์ได้แล้ว...ต้นเหตุที่จะกระทำให้ข้าพเจ้าเริ่มตริตรองในเรื่องชื่อแซ่นี้ก็คือ ได้เห็นประโยชน์ของชื่อแซ่ตามที่ใช้กันมาในยุโรป”
และในพระราชนิพนธ์เรื่องเดียวกัน ทรงอธิบายวิธีเลือกใช้ชื่อแซ่ โดยทรงสังเกตจากที่ใช้อยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ได้ ดังต่อไปนี้
1. ตามคุณลักษณะ: เช่น ชมเล็ก ชมใหญ่ หรือ Strong (แรง) ของอังกฤษ Beau (สรวย) ของฝรั่งเศส
2. ตามถิ่น: เช่น โอยามะ (เขาใหญ่) ฮายะชิ (ป่า) ของญี่ปุ่น หรือ Wood (ป่า) Hill (เนิน) ของอังกฤษ หรือ Riviere (แม่น้ำ) ของฝรั่งเศส เป็นต้น หมายความว่าเป็นผู้อยู่เขา อยู่ป่า หรืออยู่ริมแม่น้ำ
3. ตามเมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่: เช่น โตกูงาวะ อิมามูระ ของญี่ปุ่น หรือ Burton (อังกฤษ) Granvile (ฝรั่งเศส) Rosenburg (เยอรมัน)
4. ตามทางเลี้ยงชีพ: เช่น Smith (ช่างเหล็ก) Farmer (ชาวนา) หรือ Muller (นายโรงสี)
5. ตามสี: เช่น white (ขาว) ของอังกฤษ หรือ Blance (ขาว) ฝรั่งเศส
6. ตามชาติ: เช่น English, Scott, Irish, Dane, ซึ่งเป็นชื่อสามัญในอังกฤษ หรือจีนของไทยเราเป็นต้น
7. ตามต้นวงศ์: เช่น Williamson (บุตรของวิลเลียม) Johnson (บุตรของจอห์น) หรือ Harris (เหล่ากอของแฮรรี)
ด้วยพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การวางรากฐานระบบนามสกุลของไทย ช่วยให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นอารยะและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสืบมาจนปัจจุบัน
เมื่อกล่าวถึงระบบการระบุตัวตนในฝั่งตะวันออก เรามักคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของจีนที่มีการใช้ “แซ่” มาอย่างช้านาน ซึ่งในทางสากลแล้ว “แซ่” ของจีนนั้นมีความหมายตรงกับคำว่า Clan (ตระกูลหรือกลุ่มชาติพันธุ์) ในขณะที่ “นามสกุล” ในความหมายของรัชกาลที่ 6 นั้นตรงกับคำว่า Family (ครอบครัว)
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก “แซ่” เป็นสิ่งที่ชาวจีนใช้ระบุตัวตนมาแต่โบราณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตระหนักดีว่า อาจมีพสกนิกรจำนวนไม่น้อยที่เกิดความสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า “แซ่” และ “นามสกุล” นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน จึงทรงพระราชนิพนธ์บทความเพื่ออธิบายประวัติความเป็นมาและข้อแตกต่างของสองสิ่งนี้ ในเรื่อง “เปรียบนามสกุลกับชื่อแส้” ดังความตอนหนึ่งว่า
“...แส้ของจีนนั้น ตรงกับ “แคลน” ของพวกสก๊อต คือเปนคณะฤาพวก ฤาถ้าจะเทียบทางวัดฯ ก็คล้ายสำนัก (เช่นที่เราได้ยินเฃากล่าวฯ กันอยู่บ่อยๆ ว่า คนนั้นเปนสำนักวัดบวรนิเวศ คนนี้เปนสำนักวัดโสมนัศ ดังนี้เป็นตัวอย่าง) ส่วนสกุลนั้น ตรงกับคำอังกฤษว่า “แฟมิลี”ฯ ข้อผิดกันอันสำคัญในระหว่างแส้กับสกุลนั้นก็คือ ผู้ร่วมแส้ไม่ได้เปนญาติสาโลหิตกันก็ได้ แต่ส่วนผู้ร่วมสกุลนั้น ถ้าไม่ได้เปนญาติสาโลหิตต่อกันโดยแท้แล้ว ก็ร่วมสกุลกันไม่ได้ นอกจากที่จะรับเปนบุตรบุญธรรมเปนพิเศษเท่านั้น...”
จากพระอรรถาธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่านัยสำคัญที่แบ่งแยก “แซ่” ออกจาก “นามสกุล” คือความสัมพันธ์ทางสายเลือด ผู้ที่ใช้แซ่เดียวกันอาจไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติพี่น้องกันก็ได้ แต่ผู้ที่จะใช้นามสกุลเดียวกัน จำเป็นต้องมีความเกี่ยวดองทางสายโลหิตหรือผูกพันกันทางกฎหมาย
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุลฯ ในเวลาต่อมา การใช้นามสกุลในบางพื้นที่กลับมีลักษณะเฉพาะตามสภาพสังคมในท้องถิ่น เช่น ในบางหมู่บ้านอาจตกลงเลือกใช้นามสกุลเดียวกันทั้งหมู่บ้านเพื่อความสะดวกในการลงทะเบียน หรือเพื่อแสดงความเป็นกลุ่มเดียวกัน แม้จะไม่ได้เป็นญาติสืบสายเลือดก็ตาม
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเร่งดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาประเทศในหลายด้าน หนึ่งในประเด็นที่ทรงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องคือเรื่อง “นามสกุล” พระองค์ทรงเห็นว่าประเทศจำเป็นต้องมีระบบระบุตัวตนที่เป็นแบบแผน เพื่อให้การบริหารราชการเป็นระเบียบและเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง แนวพระราชดำริเรื่องนี้ปรากฏชัดในพระราชบันทึกจดหมายเหตุรายวันส่วนพระองค์ เรื่อง “ชื่อตระกูล” ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2454 ความตอนหนึ่งว่า
“ยังมีอีกเรื่อง ๑ ซึ่งได้พูดกันลงความเห็นกัน คือว่าด้วยชื่อแส้ฤาตระกูล ซึ่งในเมืองอื่นๆ เขาก็มีกันแบบทั่วไป แต่ในเมืองเรายังหามีไม่ เห็นว่าดูถึงเวลาอยู่แล้วที่จะต้องจัดให้มีขึ้น การมีชื่อตระกูลเป็นความสดวกมาก อย่างต่ำๆ ที่ใครๆ ก็ย่อมจะมองแลเห็นได้ คือชื่อทะเบียฬสำมโนครัวจะได้ไม่ปะปนกัน แต่อันที่จริงจะมีผลสำคัญยิ่งกว่านั้น คือจะทำให้คนเรารู้จักรำฤกถึงบรรพบุรุษของตน ผู้ได้อุตสาหก่อร่างสร้างตัวมา และได้ตั้งตระกูลไว้ให้มีชื่อในแผ่นดิน เราผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของท่านได้รับมรฎกมาแล้ว จำจะต้องประพฤติตนให้สมกับที่ท่านได้ทำดีมาไว้ และการที่จะตั้งใจเช่นนี้ ถ้ามีชื่อที่ต้องรักษามิให้เสื่อมทรามไปแล้ว ย่อมจะทำให้เปนเครื่องยึดเหนี่ยวหน่วงใจคนมิให้ตามใจตนไปฝ่ายเดียว จะถือว่า “ตัวใครก็ตัวใคร”ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องรักษาทั้งชื่อของตัวเอง และชื่อของตระกูลด้วยอีกส่วน ๑”
พระราชดำริสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มิได้มองเรื่องนามสกุลเป็นเพียงเครื่องมือด้านทะเบียนราษฎรเท่านั้น แต่ยังทรงมองว่าชื่อตระกูลจะช่วยสร้างความรับผิดชอบและความผูกพันทางจิตใจต่อบรรพบุรุษและวงศ์สกุลด้วยแนวพระราชดำริได้พัฒนาไปสู่การวางระบบนามสกุลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ผลลัพธ์คือ “พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456” ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 นับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดให้คนไทยต้องมีนามสกุลอย่างเป็นระบบ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ธรรมเนียมการใช้นามสกุลจึงเริ่มแพร่หลายไปทั่วพระราชอาณาจักร โดยกฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนคู่มือสำคัญที่วางหลักเกณฑ์ให้ทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและราษฎรได้ยึดถือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มีบทบัญญัติที่สำคัญ ดังนี้
1. กำหนดให้คนไทยทุกคนต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล
2. กำหนดให้หญิงมีสามีใช้ชื่อสกุลตามสามี หรือคงใช้ชื่อตัวและชื่อสกุลเดิมของตนก็ได้
3. กำหนดให้บุคคลผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเลือกสรรและถือเอาชื่อสกุลอันหนึ่ง แล้วจดทะเบียนชื่อสกุลนั้น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันบังคับพระราชบัญญัติ (ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาจดทะเบียนนามสกุลออกไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458)
4. กำหนดหลักเกณฑ์ในการจดทะเบียนนามสกุล
1. อย่าให้พ้องกับพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ฐานันดรศักดิ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป
2. อย่าให้เป็นชื่อที่มุ่งหมายคล้ายคลึงกับราชทินนามอันเป็นตำแหน่งยศบรรดาศักดิ์
3. อย่าให้เป็นชื่อที่มีอรรถหยาบคาย
4. อย่าให้เป็นชื่อที่ต้องเขียนเกินกว่าสิบอักษร
5. อย่าให้ซ้ำหรือเหมือนกับชื่อสกุลที่ได้ใช้อยู่แล้วขณะวันประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ หรือซ้ำกับชื่อสกุลซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วในท้องที่เดียวกัน หรือในอำเภอท้องที่ติดต่อกัน
5. กำหนดให้ชื่อสกุลที่หัวหน้าครอบครัวได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เป็นนามสกุลของ บุตร ธิดา ตลอดจนหลานเหลน และผู้ซึ่งสืบสายโลหิตต่อกันลงไปจากบุตรชายหรือหลานชายต่อเป็นลำดับลงไปด้วย
เมื่อพระราชบัญญัติขนานนามสกุลมีผลบังคับใช้ ระบบนามสกุลของไทยก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุลให้แก่ข้าราชบริพารใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เพื่อเป็นแบบอย่างให้ราษฎรได้เห็นแนวทางในการตั้งและใช้ชื่อตระกูล นามสกุลชุดแรกที่พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2456 มีจำนวน 5 นามสกุล ดังนี้
1. สุขุม พระราชทาน เจ้าพระยายมราช (ปั้น) เสนาบดีกระทรวงนครบาล
2. มาลากุล พระราชทาน เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
และพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ม.ร.ว.ปุ้ม) เสนาบดีกระทรวงวัง
3. พึ่งบุญ พระราชทาน พระยาประสิทธิ์ศุภการ (ม.ล.เฟื้อ) จางวางมหาดเล็กห้องพระบรรทม
4. ณ มหาไชย พระราชทาน พระยาบำเรอบริรักษ์ (สาย) อธิบดีกรมมหาดเล็ก
5. ไกรฤกษ์ พระราชทาน พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ) อธิบดีกรมชาวที่ และพระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธ์ (ลออ)
กรรมการศาลฎีกา
ในนามสกุลพระราชทานชุดแรก ผู้ที่ได้รับเป็นคนแรกคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล ท่านจึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่มีนามสกุลอย่างเป็นทางการ และทำให้นามสกุล “สุขุม” ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นนามสกุลลำดับแรกของประเทศไทย
หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสกุลแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และพสกนิกรที่ทูลขอพระราชทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้นมากถึง 6,464 นามสกุล
กระบวนการขอพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6 มีลำดับขั้นตอน ดังนี้
1. ผู้ขอพระราชทานนามสกุลทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาโดยระบุตำแหน่งหน้าที่และนามบรรพบุรุษ ลำดับวงศ์ญาติตั้งแต่ชั้นบิดา ขึ้นไปถึงชั้นปู่ ชั้นทวด ของผู้ขอพระราชทาน
2. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขนานนามสกุลพระราชทาน และทรงบันทึกทะเบียนนามสกุลที่ได้ทรงขนานนั้นไว้ในสมุด “ทะเบียฬนามสกุลที่เราได้ให้ไป”และทรงเขียนนามสกุลที่พระราชทานนั้นทั้งภาษาไทยและคำอ่านเป็นอักษรโรมันในหนังสือกราบบังคมทูลพร้อมกับลำดับที่ตามสมุด “ทะเบียฬนามสกุลที่เราได้ให้ไป”
*ใบพระราชทานนามสกุลที่ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์สำหรับข้าราชบริพารที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิด จำนวน 32 นามสกุล นอกเหนือจากนั้นเจ้าพนักงานพระอาลักษณ์เป็นผู้เขียนบัตรนามสกุลพระราชทาน
3. เจ้าพนักงานพระอาลักษณ์เขียนบัตรนามสกุลพระราชทานเสร็จแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
4. ประกาศพระราชทานนามสกุลในราชกิจจานุเบกษา
5. พระราชทานลายพระหัตถเลขา หรือบัตรนามสกุลแก่ผู้ขอพระราชทาน
.
สำนักงานวิทยทรัพยากร ขอชวนผู้อ่านร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันต่อได้ที่ นิทรรศการ นัย นาม สกุล | Beyond Surnames: A Legacy นิทรรศการที่พาผู้ชมย้อนสำรวจที่มาและความหมายของนามสกุล หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 6 จัดขึ้นภายใต้โครงการ Rama VI: A Century of Legacy เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชวิสัยทัศน์ของพระองค์
นิทรรศการเปิดให้เข้าชมที่ชั้น 6 ห้องหนังสือหายาก สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 8.00–19.00 น. และวันเสาร์ เวลา 9.00–18.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Thailand and ASEAN Information Center - TAIC
ผู้จัดทำ: ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน
ศึกษาข้อมูลและเรียบเรียง:
ปัทมา เจริญกรกิจ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ
นิธินาฏ ปุโรทกานนท์ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ
กราฟิก:
วิชสรา อินทรัตน์ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ ระดับเชี่ยวชาญต้น
ธนธัส วิทยากรณ์ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ